มนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน การอยู่กินกันเป็นครอบครัวจึงเป็นพื้นฐานของชีวิต ไม่ว่ายุคใดสมัยใดความต้องการลึกๆ ของมนุษย์ทุกรูปนามแล้ว คือ การแต่งงานสร้างครอบครัวเพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์
การทำหน้าที่ “แม่สื่อ” จึงเป็นงานสำคัญยิ่งมาแต่โบราณ
ปัจจุบันเป็นโลกยุคไซเบอร์ “แม่สื่อ” ก็ยังมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเดิม แม้ว่าวิธีการจะแตกต่างเปลี่ยนแปลงไป
เด็กสาวร่างบอบบางดูวิไลอรชร ผ่านโลกมาเพียง 27 ฝน กลับกำชะตาชีวิตคู่ของใครต่อใครหลายคนไว้ในมือ
เธอชื่อ “นิกกี้ อัศวทร” เจ้าของบริษัทจัดหาคู่ “มีท แอนด์ ลั้นช์” (Meet N Lunch) ที่กำลังไปได้ดีในการหาคู่ให้หลายๆคนในปัจจุบัน
ชื่อจริงตามบัตรประชาชน “นิธินันท์ อัศวทร” แต่เพื่อนฝูงและเจ้าตัวชอบให้เรียก “นิกกี้” เธอเกิดปีไก่ พ.ศ.2524 เป็นคนกรุงเทพ บ้านอยู่แถวซอยราชครู คุณพ่อทำงานบริษัทเอกชน คุณแม่เป็นนักบัญชี ตอนนี้เกษียณแล้วทั้งคู่ มีน้องชายหนึ่งคนยังเรียนที่อังกฤษ
นิกกี้เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ก่อนบินลัดฟ้าไปเป็นนักศึกษาที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จนจบปริญญาโท สาขาเคมี เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง มหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ กรุงลอนดอน
ชีวิตการทำงานเริ่มต้นในตำแหน่งที่ปรึกษาทางธุรกิจด้านปิโตรเคมีให้กับบริษัทเอกชนในประเทศอังกฤษเป็นเวลา 1 ปี ก่อนลาออกแล้วเดินทางกลับประเทศไทยในปี 2548 เพื่อมาตั้งบริษัทของตัวเองในปี 2549 และทำหน้าที่ “Matchmaker” ด้วยความสนุกสนาน เธอให้เหตุผลของการลาออกจากงานที่มั่นคงที่ทำอยู่ว่า
“ไม่ใช่เบื่อหรือไม่ชอบ แต่เป็นเพราะอยากทำงานที่ช่วยคนได้มากกว่าและเห็นคนมีความสุข”
เพราะหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ต่างก็อยู่เป็นโสดกันมากขึ้น ทั้งที่พวกเขามีความพร้อมทั้งรูปลักษณ์ หน้าที่การงาน และพื้นฐานทางสังคม สาเหตุหลักก็คือ พวกเขาไม่มี “เวลา” และ “โอกาส” ที่จะได้พบคนที่เหมาะสม
นิกกี้ยอมรับว่า ทุกวันนี้ผู้หญิงมักไม่ค่อยแต่งงาน เพราะผู้หญิงมีการศึกษามากขึ้น มีงานทำมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องพึ่งผู้ชายแล้ว ถึงกระนั้นมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะต้องมีคู่ มีการสืบพันธุ์กันต่อไป
“มันเป็น biological clock ด้วยว่าเขาอยากมีคู่ คนที่เคยมีแฟนมาก็คงอยากมีแฟนต่อ เพราะความรักเป็นอะดรีนาลีนอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเรามีความสุข” เธอกล่าว
อาจจะเป็นอย่างที่เธอว่า เพราะแม้แต่สุภาษิตก็ยังว่า “มีความรักดื่มน้ำก็อิ่มท้อง ไร้ความรักกินข้าวก็ยังหิว”
- จุดเริ่มต้นของการทำหน้าที่ “แม่สื่อ” หรือ “คิวปิด”-
ตอนเด็กๆ ก็เห็นคุณแม่ทำหน้าที่แม่สื่อให้คนนั้นคนนี้ แต่ไม่ใช่อาชีพนะ พอโตมาเรียนมัธยมมักจะมีเพื่อนๆ มาปรึกษาปัญหาหัวใจ และบางครั้งเราก็ช่วยให้คนนั้นคนนี้ได้เป็นแฟนกัน ถึงตอนนี้เห็นว่ามีคนที่เป็นโสดมากขึ้น ไม่ว่าญาติของเราเอง หรือเพื่อน หรือคนที่รู้จักในสังคม ตัวกลางที่จะทำให้คนรู้จักกันได้มากขึ้น ก็ไม่มี ขณะที่คนส่วนมากยุ่งกับการทำงาน ไม่มีเวลาโอกาสเจอคนใหม่ๆ ในสังคม นิกกี้คิดว่าทำยังไงถึงจะสร้างโอกาสให้คนเหล่านี้ได้รู้จักคนมากขึ้น และปลอดภัยด้วย เป็นที่มาของบริการนี้ค่ะ
- มีตัวเลขสถิติคนเป็นโสดในไทย?
ค่ะ เท่าที่ค้นคว้าก็ประมาณ 15 ล้านคน เป็นพวกที่มีคุณสมบัติพร้อมทั้งหน้าที่การงาน ฐานะทางสังคม แต่ไลฟ์สไตล์ของเขาทำให้พวกเขาเป็นโสดอย่างไม่ตั้งใจ
- ความรู้สึกลึกๆ ของพวก “high profile” เขาอยากโสดไม่ใช่หรือ?
เท่าที่นิกกี้ได้สัมภาษณ์พูดคุยกับคนที่เข้ามาใช้บริการ มีหลายเหตุผลที่เป็นโสด หนึ่งอาจมีปัญหาเรื่องความรักมาก่อน สองคือยุ่งกับงานจนไม่มีเวลาเจอคน สามคือไม่ยุ่งกับงานแต่ก็ไม่มีโอกาสเจอคนที่ดี เป็นพวกหวังสูง high expectation
- ต่อจากนั้นเลยมาตั้งบริษัท
ไม่ใช่ค่ะ คือตอนแรกเริ่มทำหลายๆ โมเดลก่อน เออ..มันได้ผล ไปได้ จึงตั้งเป็นบริษัทขึ้นมา ที่สำคัญเราต้องรู้จักคนที่เป็นโสดมากพอ และเขาโอเคที่จะมาอยู่ในดาต้าเบสของเรา เพื่อเวลาที่มีคนที่เป็นลูกค้าเข้ามา เขาสามารถเจอได้
พอตั้งไป 2-3 เดือน คนเข้ามาใช้เยอะ ส่วนมากเป็นสมาชิกต่อสมาชิก เทรนด์ตอนนี้มาแรงมากเลยนะ matchmaker ที่เป็น personalized service หรือเก็บรักษาความลับส่วนตัวของลูกค้า
- ส่วนมากเป็นกลุ่มไหน?
มีหลายระดับค่ะ ตั้งแต่ระดับกลางๆ จนถึงไฮ โฟร์ไฟล์ นับถึงตอนนี้มีสมาชิกมากกว่า 1,000 คน
ปี 2550 จำนวนลูกค้ากระโดดขึ้นเยอะมาก นิกกี้ต้องสัมภาษณ์คนประมาณ 10 คนต่อสัปดาห์ อันนี้คือคนที่ผ่านการกลั่นกรองของเจ้าหน้าที่มาแล้ว ก่อนจะมาถึงนิกกี้ และทุกคนที่เรารับทำให้ต้องผ่านการสัมภาษณ์จากนิกกี้ทั้งหมด
คนต่างชาติก็มีเข้ามาบ้างซึ่งแต่ก่อนเราไม่รับเลยนะคะ แต่เมื่อเขาก็เป็นคนดี ทำงานดี อยู่เมืองไทยนาน เราก็จะขอดูเวิร์ก เพอร์มิต ขอดูหนังสือเดินทางแล้วก็ดูวีซ่าว่าจริงหรือเปล่า ถ้าจริงก็โอเค รับเป็นลูกค้า
- วิธีการเป็นอย่างไร?
ขั้นตอนสัมภาษณ์นิกกี้จะถามค่อนข้างละเอียด เพราะในเมืองไทยหรือแถบเอเชียการที่คุณจะแต่งงานกับใครสักคน ก็เหมือนกับคุณแต่งงานกับครอบครัวเขาเลย หลายคนไม่คิดอย่างนั้น คิดแค่ว่าแต่งกับคนคนเดียว แต่จริงๆ มันไม่ใช่ มันสำคัญที่เราต้องรู้จักครอบครัวเขา
หลังจากนั้นต้องดูว่าคุณเป็นคนอย่างไร ชอบแบบไหน ไม่ชอบแบบไหน คุยจนรู้สึกว่ารู้จักเขาดีพอ และเราสามารถทำงานกับเขาได้ ก็จะเล่าประวัติของคนที่คิดว่าเหมาะกับเขาให้ฟังทางโทรศัพท์ เราไม่มีการโชว์รูป แต่จะอธิบายค่อนข้างละเอียดว่าคนนี้หน้าตาประมาณไหน
จากนั้นถ้าทั้งคู่โอเค เราจะมีการจองโต๊ะให้เป็นชื่อเล่นของผู้ชาย และจะมีเบอร์ให้โทร.ติดต่อกัน 2 ชั่วโมงก่อนเจอตัวจริง แล้วปล่อยให้เขาได้ทำความรู้จักกัน จากนั้นวันรุ่งขึ้นเราจะขอฟีคแบ๊ค เพื่อจะได้รู้ว่าต้องปรับปรุงตรงไหน เขาชอบกันตรงไหน ไม่ชอบตรงไหน ถ้าคนนี้ไม่โอเคจะได้นัดเจอคนต่อไปได้ถูก
- ไม่กลัวข้อมูลปลอม?
เรามีการโทร.ตรวจสอบว่าข้อมูลที่เขาให้มานั้นจริงหรือเปล่า ถ้ารู้ว่าใครโกหกเราจะตัดการเป็นสมาชิกทันที โชคดีที่ผ่านมาไม่มีใครโกหก มีบ้างคือโกหกอายุ แต่ตอนหลังเขาก็มาสารภาพ พอเขาพูดความจริง ก็โอเค ไม่เป็นไร เราก็ทำงานของเราต่อ
- ต้องถึงขั้นเข้าไปเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพให้ก่อนนัดเดตไหม?
ต้องมีค่ะ ดูหมด ถ้าลูกค้าแต่งตัวมาไม่เหมาะสม แต่งตัวไม่เก่ง แต่งหน้าไม่เป็น เราจะช่วยหมดเลย รวมถึงเทรนด์เรื่องการวางตัว การระมัดระวังตัว ไม่ใช่อินโนเซนต์เจอครั้งแรกก็ปล่อยเนื้อปล่อยตัว แบบนี้ต่อให้จัดให้เจอกี่คนก็ไม่สำเร็จ
- มีแบบที่เมื่อเจอกันแล้วฝ่ายหนึ่งไม่ชอบแต่อีกฝ่ายชอบแล้วไปตื๊อเขา
ก็มีนะ แต่เราจะดูว่าเข้าข่ายตามจนเกินเหตุหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างงั้นเราจะตัดการเป็นสมาชิกทันที แต่ถ้าไม่มากเกินเหตุและอีกฝ่ายไม่มีอะไรบ่นมาก็ไม่เป็นไร แต่ก็จะบอกลูกค้าว่าลองดูคนอื่นอีกไหมจะได้ไม่มีการเข้าใจผิดกัน และไม่เสียเวลาด้วย ส่วนมากลูกค้าจะ “เอ๊ะ..เขาชอบเราหรือเปล่า” สงสัยกันทุกคน (หัวเราะ)
- เรียงลำดับคุณสมบัติของคู่ที่ลูกค้าอยากได้
ถ้าเป็นผู้ชาย อันดับหนึ่งจะขอผู้หญิงที่หน้าตาดี หุ่นดี ไม่อ้วน ผิวขาว คือผู้ชายจะเน้นรูปลักษณ์แล้วค่อยดูนิสัย แบ๊คกราวนด์ที่บ้าน ส่วนผู้หญิงจะตรงกันข้าม จะขอดูหน้าที่การงานก่อนว่ามั่นคงไหม แล้วก็เรื่องนิสัยใจคอ ไม่เจ้าชู้ พูดตรงไปตรงมา เรื่องหน้าตาเป็นเรื่องรองไม่สำคัญมาก
- แล้วประเภทผู้หญิงไม่สวยแต่ขอหน้าตาหล่อๆ
มีค่ะ อายุประมาณ 28 ปี เป็นลูกสาวเจ้าของธุรกิจพันล้าน หน้าตาธรรมดาไม่สวย แต่รวยมากๆ เข้ามาก็บอกเลยว่า “ขอหล่อๆ นะ” (หัวเราะ)
คือบางครั้งลูกค้าที่เข้ามาครั้งแรก นิกกี้จะพยายามทำสิ่งที่เขาขอ แต่พอเจอเองแล้วเขาก็จะรู้ว่าบางทีมันไม่เหมาะกับเขา ก็จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามที่เราจัดให้มากขึ้น แรกๆ เข้ามาอาจจะอยากได้ A+ แต่หลังๆ ขอแค่ A ก็พอ
- อายุคนมาใช้บริการ
ผู้หญิงน้อยสุด 23 มากสุด 54 อาชีพเป็นนักร้อง ดารา ก็มีด้วย
ผู้ชายอายุมากสุดตอนนี้คือ 59 อายุน้อยสุด 22 ค่ะ
สำหรับสถิติผู้หญิงส่วนใหญ่เข้ามาใช้บริการตอนอายุ 29-30 มีประมาณ 60% ของลูกค้าทั้งหมด ส่วนผู้ชายเข้ามาเฉลี่ยอายุ 35 เหมือนกับว่าเขาคงใช้ชีวิตการทำงานมาสักพักหนึ่งแล้ว งานมั่นคงแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสเจอคนที่ถูกใจ ก็เลยลองมาใช้วิธีนี้ดูบ้าง เพราะมนุษย์เราทุกคนอยากมีคนที่อยู่เคียง ข้าง มีคนให้คำปรึกษาคอยดูแล เป็นเพื่อน
- แต่ทำไมจึงดูเหมือนว่าผู้หญิงอยากอยู่เป็นโสดมากกว่าแต่งงาน
ไม่ใช่ค่ะ (หัวเราะ) การที่เขาไม่แต่งงาน มันเป็นเพราะเขาไม่เจอใครที่ถูกใจเลยเลือกที่จะเป็นโสด หรืออาจเคยผ่านอะไรที่ไม่ดีมาแล้วเข็ด อาจจะเคยผิดหวังเรื่องความรักมา
- มีกะเทยมาใช้บริการ
มีค่ะ นิกกี้ก็งงๆ เพราะจะเจอแต่เกย์มาขอใช้บริการ (หัวเราะ)
- แสดงว่าเกย์ก็รับหรือ?
คือเกย์ก็คนเหมือนกัน และความต้องการของเขาก็ไม่ได้แตกต่างจากหญิงหรือชาย เพียงแต่เขาเปลี่ยนเพศเท่านั้นเอง แต่เราไม่ได้เน้นตรงนี้มาก
- ที่รับทำมามีคู่ที่ประทับใจไหม?
มีค่ะ ผู้หญิงอายุ 30 กว่าแล้ว ผู้ชาย 40 นิดๆ เราเองเมื่อฟังความต้องการของเขาแล้ว ก็จับคู่ให้คิดว่าเขาต้องชอบกันแน่ๆ พอได้เจอกันแล้ว เขาก็ชอบกันมาก รู้ไหม เขาใช้มือถือรุ่นเดียวกัน อยู่คอนโดฯเดียวกัน แล้วผู้ชายเนี่ยเขาเห็นรถเบนซ์ของผู้หญิงจอดอยู่ที่จอดรถเป็นประจำ แต่ไม่รู้ว่าเป็นผู้หญิงคนนี้ขับ ตอนเจอกันยังบอกว่าทะเบียนรถคุ้นๆ ตอนนี้ทั้งคู่คบกันอยู่และเขาก็ชอบกันมาก มันเป็นเหมือนพรหมลิขิตเลย
- เคยเห็นในหนังเกาหลีบริการแบบนี้สำคัญมาก
บริษัทที่เกาหลีที่ดังที่สุดชื่อ Duo เขามีออฟฟิศทุกเมืองในเกาหลี มีลูกค้า 40,000 กว่าคน เพราะที่เกาหลีมันเป็นวัฒนธรรม ไม่ว่าคุณจะประสบความสำเร็จทางการงานมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่ประสบความสำเร็จเรื่องชีวิตคู่ คนก็ไม่นับถือคุณ ที่สิงคโปร์ จีน ญี่ปุ่น ก็เหมือนกัน
นิกกี้หวังเป็นแมตช์เมคเกอร์ให้ได้ระดับมาตรฐานสากล จึงเข้าอบรมหลักสูตรการเป็นแมตช์เมคเกอร์กับสถาบัน เดอะ แมตช์เมคกิ้ง อินสติติว (S.E.A.) ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสถาบันวิชาชีพชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับการรับรองโดย แมตช์เมคกิ้ง อินสติติวท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพระดับสากลของธุรกิจนี้ นิกกี้เป็นคนแรกของประเทศไทยที่ได้รับประกาศนียบัตรด้านวิชาชีพนี้
- ช่วยแต่คนอื่นแล้วตัวเองล่ะ?
(หัวเราะ)..นิกกี้จะแต่งงานปลายปีนี้ค่ะ
- เป้าหมายชีวิต
ช่วยคนให้มากที่สุดเท่าที่จะช่วยได้
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11054 หน้า 17
Leave a reply