จากข้อมูลของ Jupiter Research สถาบันด้านการวิจัยทางอินเทอร์เน็ตของต่างประเทศ คาดว่าในปีนี้ธุรกิจ “หาคู่บนอินเทอร์เน็ต” ในสหรัฐอเมริกา จะเติบโตมากกว่าเดิมถึง 60% หรือมีผู้ใช้บริการสูงถึง 2 ใน 5 คน ซึ่งหมายความว่า 40% ของคนอเมริกันเคยเข้าไปใช้บริการในเว็บไซต์หาคู่ และสำหรับในเอเชียธุรกิจหาคู่ผ่านอินเทอร์เน็ตก็มีอัตราการเติบโตอย่างรวด เร็วเช่นกัน โดยเฉพาะในสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้

และในเมืองไทยยุคนี้ “หาคู่ออนไลน์” ก็เริ่มบูม

กลายเป็นอีกหนึ่งรูปแบบธุรกิจบนโลกไซเบอร์ !!

“จากการเปิดให้บริการเว็บไซต์สื่อรักออนไลน์มานานเกือบ   2 ปี ปัจจุบันพบว่าคนไทยหันมาพึ่งรูปแบบสื่อรักออนไลน์กันมากขึ้น” …เป็นการระบุของ นทีทอง ทองไทย กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิร์วานา จำกัด ผู้บริหารเว็บไซต์ นัดเดทดอทคอม (www.NadDate.com) ซึ่งทำธุรกิจด้านนี้โดยเน้นการเป็นสื่อกลางสานสัมพันธ์ของคนวัยทำงานเป็นส่วนใหญ่ โดยวางระบบเป็นมาตรฐานเหมือนในต่างประเทศ

คนทำเว็บจับคู่รายนี้บอกต่อไปว่า… เพราะโลกปัจจุบันมีการแข่งขันสูง ทำให้คนวัยทำงานต้องใช้เวลากับงานมากขึ้น จนอาจขาดเวลาสานความสัมพันธ์กับเพื่อน เวลาที่จะพบเจอเพื่อนใหม่ ๆ ก็ลดลงไป

นอกจากนั้น สภาพสังคมไทยที่เป็นลักษณะครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ทำให้ผู้คนขาดโอกาสที่จะได้มาใกล้ชิดกันผ่านทางญาติพี่น้องคนในครอบครัว ประกอบกับการใกล้ชิดเทคโนโลยี โดยเฉพาะกับคนหนุ่มสาว วัยทำงาน ที่ใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตคนไทย

บทบาทที่ว่านี้ไม่เว้นแม้แต่เรื่อง “ความรัก-หาคู่”

ที่ทั้งวัยรุ่น-วัยทำงานใช้เป็นเครื่องมือมานานแล้ว !!

นทีทองระบุอีกว่า…จากการเก็บข้อมูลสมาชิกของทางเว็บพบว่า… ปัจจุบันกลุ่มคนวัยทำงานอายุ 24 ปีขึ้นไปเป็นกลุ่มหลักที่เข้ามาใช้บริการ คนเหล่านี้มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป อาศัยอยู่ทั้งในเมืองใหญ่และต่างจังหวัด “ผู้หญิงเริ่มมีความกล้าที่จะเข้ามาใช้เว็บไซต์เป็นช่องทางในการหาเพื่อน หรือหาคู่มากขึ้น มีสัดส่วนถึง 36% ในขณะที่ผู้ชายมีสัดส่วนประมาณ 64%” ทั้งนี้ ความเชื่อที่ว่าผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายรอให้ผู้ชายมาจีบก่อนอาจจะกำลังเปลี่ยน ไปแล้ว เพราะผู้หญิงก็บอกจุดประสงค์ตนเองชัดเจนเช่นกัน

สมาชิกเหล่านี้เต็มใจที่จะแสดงตัวตนอย่างเปิดเผย และบอกอย่างชัดเจนผ่านหน้าเว็บว่า “ต้องการหาคู่หรือหาเพื่อน” ด้วยการโพสต์รูป และให้รายละเอียดเกี่ยวกับตนเองอย่างเต็มที่ โดย “ในส่วนนี้มีจำนวนมากถึง 1 ใน 4 คน หรือประมาณ 25%” ของจำนวนผู้ใช้บริการ

“เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต เข้ามามีบทบาทในการสร้างความสัมพันธ์ให้กับคนวัยทำงานและวัยหาคู่มากขึ้น เพราะไลฟ์สไตล์ของคนหนุ่มสาวยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไป กลุ่มที่สมัครสมาชิกจับคู่ออนไลน์นั้นไม่ใช่แค่เฉพาะกลุ่มนักศึกษาหรือวัย รุ่นที่เน้นการคุยหรือแชตออนไลน์ต่อไปอีกแล้ว ในเมืองไทยอินเทอร์เน็ตกลายเป็นพ่อสื่อ-แม่สื่อบนโลกไซเบอร์อย่างเต็มตัว แล้ว และก็กำลังเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากแนวโน้มของการแข่งขันที่สูงขึ้น มีเว็บไซต์ของต่างชาติเข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเข้มข้น” …ผู้บริหารเว็บไซต์ “นัดเดทดอทคอม” ระบุ

ตอกย้ำว่าในเมืองไทย “หาคู่ออนไลน์” เริ่มบูม

จากที่ก่อนหน้าเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าห่วงของวัยรุ่น !!

“มันเป็นทางเลือกที่ง่ายในการทำความรู้จักกับใครสักคน เรารู้จักพื้นฐานนิสัยอีกฝ่ายจากที่เล่ามาได้ ทำให้เลือกคุยกับคนที่มีนิสัยหรือความคิดเห็นในทางเดียวกันได้” …นี่เป็นมุมมองของหนุ่มที่ชื่อ สุรสิงห์

ด้าน บุญญฤทธิ์ หนุ่มรายนี้มองว่า… เรื่องเว็บไซต์จัดหาคู่ทางอินเทอร์เน็ตนั้น ส่วนตัวแล้วก็เห็นว่าเป็นอีกตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่ไม่กล้าแสดงออก-ไม่ กล้าพูด “แต่ยังไงก็ต้องระวัง คนจะรักกันหรือคบกันนั้นผมว่าควรที่จะดูและศึกษากันด้วยตนเองให้มากด้วย ต่อให้ไม่กล้าก็ต้องพยายาม เพราะมันเป็นเรื่องของคนสองคน”

อีกหนึ่งหนุ่มคือ สรธัญ ก็เห็นว่า… กิจกรรมในโลกไซเบอร์นั้น ไม่ควรที่จะเอามาเป็นบทสรุปสำคัญในชีวิต “และเรื่องความรัก เรื่องคู่ครอง ยังไงพึ่งตนเองในโลกความเป็นจริงให้มากด้วยก็ย่อมจะดีที่สุด”

จากหนุ่ม…ลองเปลี่ยนไปถามสาว พัณณิตา บอกว่า… คิดว่าเว็บไซต์ที่เปิดหาคู่โดยเฉพาะนั้นตอบสนองกับคนได้พอดี มีคนเสนอ-มีคนสนองลงตัวกัน “แต่ส่วนตัวที่เป็นผู้หญิง ก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ค่อยเหมาะ”

ศรัญญา สำหรับสาวรายนี้แสดงความเห็นว่า… โลกไซเบอร์มันเป็นอีกโลกหนึ่งที่ต้องพิจารณาให้ดี เว็บจับคู่ก็น่าจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เจอคนดีก็ดี ถ้าเจอคนแย่ก็ซวย “ก็นานาจิตตัง แล้วแต่ความคิดของคน”

“เว็บจัดหาคู่เป็นทางเลือกของคนขี้เหงาที่คิดว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่ถ้าเป็นคนอ่อนไหว ไม่ได้จริงจัง คิดว่าแค่เล่น ๆ ก็น่าห่วง เพราะอาจถลำลึกได้” …เป็นอีกเสียงของสาวอีกคนที่ชื่อ อนุสรา

กับความคิดเห็น…ก็เป็นมุมมองในภาพรวมโดยทั่ว ๆ ไป

กับข้อมูลของคนทำเว็บ…เป็นข้อเท็จจริงในสิ่งที่เกิดขึ้น

หาคู่ออนไลน์” ปัจจุบันในไทยมีการทำกันเป็นระบบ

มีคนไทยใช้เป็นก้าวแรกการติดต่อคบหา…ไม่น้อย !!.

โมเดลธุรกิจนัดเดท หรือ Matchmaking ในเมืองไทยกำลังแพร่หลายในกลุ่มคนโสด แม้ว่าเพิ่งเปิดดำเนินการมาได้เพียง 3 ปี หลังเปิดตัวเมื่อปี 2549 “นิกกี้ อัศวทร” สาวนักบริหารรุ่นใหม่ ผู้อยู่เบื้องหลังธุรกิจบริการนัดเดท Meet N Lunch เปิดใจว่า เริ่มแรกที่นำธุรกิจเข้ามาในไทย อาจดูแปลกและไม่ค่อยเหมาะนักกับตลาดเมืองไทย แต่หลังจากเปิดบริการก็พบว่า เรื่องราวของธุรกิจนัดเดท “แม่สื่อยุคดิจิทัล” มีมุมมองที่น่าสนใจ และผลตอบรับดีเกินคาด ผู้ใช้บริการหลายคู่ เดินสู่หลักชัยโดยได้ใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกัน

พฤติกรรมคนโสดในเอเชียเป็นอย่างไร

ส่วนใหญ่อายุ 26-35 ปี แต่คนโสดยุคนี้ มีไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ส่วนใหญ่ชอบทำงานจนลืมเรื่องการหาคู่ ส่วนใหญ่ยังยึดติดกับความเชื่อที่ว่า ”ไม่คุยกับคนแปลกหน้า” ยิ่งทำให้ยากขึ้นที่จะได้เจอกับคนใหม่

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ นิกกี้ ประเมินว่า มูลค่าธุรกิจบริการนัดเดทในเมืองไทย จะมีการขยายตัวปีละ 10-15% และมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 600 ล้านบาท แนวโน้มนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับหลายๆประเทศในเอเชีย อย่างจีน ซึ่งมีมูลค่าธุรกิจ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เติบโตปีละ 15-20% ขณะตลาดในอินเดียและญี่ปุ่น มีมูลค่า 300 และ 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ที่สิงคโปร์ พบว่า คนโสดอายุระหว่าง 25-44 ใช้จ่ายเงินรวมปีละมากกว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการหาคู่ครอง แต่ก็ยังมีผู้ชาย 32% และผู้หญิง 26% ที่ยังเป็นโสดอยู่

เปิดบริการมา 3 ปีธุรกิจนี้เป็นอย่างไร

ในต่างประเทศ การเป็น Matchmaker ถือเป็นวิชาชีพอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในสิงคโปร์ ธุรกิจจัดหาคู่เดท ขยายตัวเร็วมาก เพราะคนโสดมีมากขึ้น จึงเป็นก้าวที่สำคัญในการสร้างมาตรฐานของธุรกิจนี้ ซึ่งนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นจากกลุ่มลูกค้า

ขณะที่ บริษัท มีทแอนด์ลันช์ ( Meet N Lunch) เป็นบริษัทแรกในเมืองไทย ที่ได้รับประกาศนียบัตรด้านวิชาชีพ Matchmaker จากสถาบัน The Matchmaking Institute ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพระดับสากลของธุรกิจการให้บริการ Matchmaking

ที่ผ่านมาลูกค้าเป็นหนุ่มสาวระดับบีบวก อายุ 25-60 ปี อาชีพมั่นคง และมีทัศนคติที่ดีในการหาคู่ผ่านบริการ Matchmaking มีลูกค้าสัปดาห์ละ 15 คน แต่จะจำกัดสมาชิกใหม่ไม่ให้เกิน 40 คน โดยกลุ่มผู้หญิงคือลูกค้ารายใหญ่ของเรา มีสัดส่วนถึง 60%

ทำไมถึงมองว่าธุรกิจนี้กำลังเป็นที่ต้องการ

ตัวอย่างคู่หนึ่งฝ่ายชายเป็นคนสิงคโปร์ ส่วนผู้หญิงเป็นคนไทย ทั้งสองคนมีหน้าที่การงานดี การศึกษาดี พอได้มีโอกาสเจอกันก็รู้สึกถูกชะตากัน แต่ที่มหัศจรรย์กว่านั้น ตอนหลังทั้งคู่ ได้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วพวกเขาพักอยู่ในคอนโดฯเดียวกัน ใช้มือถือยี่ห้อและรุ่นเดียวกัน ฝ่ายชายเห็นรถของผู้หญิงที่จอดอยู่บนลานจอดรถที่คอนโดฯทุกๆ วัน และมักจอดรถที่หน้ารถของฝ่ายชาย แต่ทั้งคู่ไม่เคยเห็นหน้าเจ้าของรถเลย สิ่งเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ บางครั้งพวกเขาอยู่ใกล้กันเหลือเกิน แต่กว่าจะกันจนเจอได้ในยุคสมัยนี้ จำเป็นต้องมีผู้ช่วยเพื่อค้นหาคู่แท้

กระแสตอบรับที่เพิ่มขึ้นอย่างนี้ ทำให้แผนการปั้นธุรกิจตามโมเดลของ Meet N Lunch เป็นจริงมากขึ้น ซึ่ง นิกกี้ เผยว่า พร้อมจะพัฒนาโปรแกรมนี้ เพื่อมอบความสุขให้กับคนโสดกว่า 15 ล้านคนในเมืองไทยต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันเสาร์ที่ 09 สิงหาคม พ.ศ. 2551

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน การอยู่กินกันเป็นครอบครัวจึงเป็นพื้นฐานของชีวิต ไม่ว่ายุคใดสมัยใดความต้องการลึกๆ ของมนุษย์ทุกรูปนามแล้ว คือ การแต่งงานสร้างครอบครัวเพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์

การทำหน้าที่ “แม่สื่อ” จึงเป็นงานสำคัญยิ่งมาแต่โบราณ

ปัจจุบันเป็นโลกยุคไซเบอร์ “แม่สื่อ” ก็ยังมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเดิม แม้ว่าวิธีการจะแตกต่างเปลี่ยนแปลงไป

เด็กสาวร่างบอบบางดูวิไลอรชร ผ่านโลกมาเพียง 27 ฝน กลับกำชะตาชีวิตคู่ของใครต่อใครหลายคนไว้ในมือ

เธอชื่อ “นิกกี้ อัศวทร” เจ้าของบริษัทจัดหาคู่ “มีท แอนด์ ลั้นช์” (Meet N Lunch) ที่กำลังไปได้ดีในการหาคู่ให้หลายๆคนในปัจจุบัน

ชื่อจริงตามบัตรประชาชน “นิธินันท์ อัศวทร” แต่เพื่อนฝูงและเจ้าตัวชอบให้เรียก “นิกกี้” เธอเกิดปีไก่ พ.ศ.2524 เป็นคนกรุงเทพ บ้านอยู่แถวซอยราชครู คุณพ่อทำงานบริษัทเอกชน คุณแม่เป็นนักบัญชี ตอนนี้เกษียณแล้วทั้งคู่ มีน้องชายหนึ่งคนยังเรียนที่อังกฤษ

นิกกี้เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ก่อนบินลัดฟ้าไปเป็นนักศึกษาที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จนจบปริญญาโท สาขาเคมี เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง มหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ กรุงลอนดอน

ชีวิตการทำงานเริ่มต้นในตำแหน่งที่ปรึกษาทางธุรกิจด้านปิโตรเคมีให้กับบริษัทเอกชนในประเทศอังกฤษเป็นเวลา 1 ปี ก่อนลาออกแล้วเดินทางกลับประเทศไทยในปี 2548 เพื่อมาตั้งบริษัทของตัวเองในปี 2549 และทำหน้าที่ “Matchmaker” ด้วยความสนุกสนาน เธอให้เหตุผลของการลาออกจากงานที่มั่นคงที่ทำอยู่ว่า

“ไม่ใช่เบื่อหรือไม่ชอบ แต่เป็นเพราะอยากทำงานที่ช่วยคนได้มากกว่าและเห็นคนมีความสุข”

เพราะหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ต่างก็อยู่เป็นโสดกันมากขึ้น ทั้งที่พวกเขามีความพร้อมทั้งรูปลักษณ์ หน้าที่การงาน และพื้นฐานทางสังคม สาเหตุหลักก็คือ พวกเขาไม่มี “เวลา” และ “โอกาส” ที่จะได้พบคนที่เหมาะสม

นิกกี้ยอมรับว่า ทุกวันนี้ผู้หญิงมักไม่ค่อยแต่งงาน เพราะผู้หญิงมีการศึกษามากขึ้น มีงานทำมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องพึ่งผู้ชายแล้ว ถึงกระนั้นมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะต้องมีคู่ มีการสืบพันธุ์กันต่อไป

“มันเป็น biological clock ด้วยว่าเขาอยากมีคู่ คนที่เคยมีแฟนมาก็คงอยากมีแฟนต่อ เพราะความรักเป็นอะดรีนาลีนอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเรามีความสุข” เธอกล่าว

อาจจะเป็นอย่างที่เธอว่า เพราะแม้แต่สุภาษิตก็ยังว่า “มีความรักดื่มน้ำก็อิ่มท้อง ไร้ความรักกินข้าวก็ยังหิว”

- จุดเริ่มต้นของการทำหน้าที่ “แม่สื่อ” หรือ “คิวปิด”-

ตอนเด็กๆ ก็เห็นคุณแม่ทำหน้าที่แม่สื่อให้คนนั้นคนนี้ แต่ไม่ใช่อาชีพนะ พอโตมาเรียนมัธยมมักจะมีเพื่อนๆ มาปรึกษาปัญหาหัวใจ และบางครั้งเราก็ช่วยให้คนนั้นคนนี้ได้เป็นแฟนกัน ถึงตอนนี้เห็นว่ามีคนที่เป็นโสดมากขึ้น ไม่ว่าญาติของเราเอง หรือเพื่อน หรือคนที่รู้จักในสังคม ตัวกลางที่จะทำให้คนรู้จักกันได้มากขึ้น ก็ไม่มี ขณะที่คนส่วนมากยุ่งกับการทำงาน ไม่มีเวลาโอกาสเจอคนใหม่ๆ ในสังคม นิกกี้คิดว่าทำยังไงถึงจะสร้างโอกาสให้คนเหล่านี้ได้รู้จักคนมากขึ้น และปลอดภัยด้วย เป็นที่มาของบริการนี้ค่ะ

- มีตัวเลขสถิติคนเป็นโสดในไทย?

ค่ะ เท่าที่ค้นคว้าก็ประมาณ 15 ล้านคน เป็นพวกที่มีคุณสมบัติพร้อมทั้งหน้าที่การงาน ฐานะทางสังคม แต่ไลฟ์สไตล์ของเขาทำให้พวกเขาเป็นโสดอย่างไม่ตั้งใจ

- ความรู้สึกลึกๆ ของพวก “high profile” เขาอยากโสดไม่ใช่หรือ?

เท่าที่นิกกี้ได้สัมภาษณ์พูดคุยกับคนที่เข้ามาใช้บริการ มีหลายเหตุผลที่เป็นโสด หนึ่งอาจมีปัญหาเรื่องความรักมาก่อน สองคือยุ่งกับงานจนไม่มีเวลาเจอคน สามคือไม่ยุ่งกับงานแต่ก็ไม่มีโอกาสเจอคนที่ดี เป็นพวกหวังสูง high expectation

- ต่อจากนั้นเลยมาตั้งบริษัท

ไม่ใช่ค่ะ คือตอนแรกเริ่มทำหลายๆ โมเดลก่อน เออ..มันได้ผล ไปได้ จึงตั้งเป็นบริษัทขึ้นมา ที่สำคัญเราต้องรู้จักคนที่เป็นโสดมากพอ และเขาโอเคที่จะมาอยู่ในดาต้าเบสของเรา เพื่อเวลาที่มีคนที่เป็นลูกค้าเข้ามา เขาสามารถเจอได้

พอตั้งไป 2-3 เดือน คนเข้ามาใช้เยอะ ส่วนมากเป็นสมาชิกต่อสมาชิก เทรนด์ตอนนี้มาแรงมากเลยนะ matchmaker ที่เป็น personalized service หรือเก็บรักษาความลับส่วนตัวของลูกค้า

- ส่วนมากเป็นกลุ่มไหน?

มีหลายระดับค่ะ ตั้งแต่ระดับกลางๆ จนถึงไฮ โฟร์ไฟล์ นับถึงตอนนี้มีสมาชิกมากกว่า 1,000 คน

ปี 2550 จำนวนลูกค้ากระโดดขึ้นเยอะมาก นิกกี้ต้องสัมภาษณ์คนประมาณ 10 คนต่อสัปดาห์ อันนี้คือคนที่ผ่านการกลั่นกรองของเจ้าหน้าที่มาแล้ว ก่อนจะมาถึงนิกกี้ และทุกคนที่เรารับทำให้ต้องผ่านการสัมภาษณ์จากนิกกี้ทั้งหมด

คนต่างชาติก็มีเข้ามาบ้างซึ่งแต่ก่อนเราไม่รับเลยนะคะ แต่เมื่อเขาก็เป็นคนดี ทำงานดี อยู่เมืองไทยนาน เราก็จะขอดูเวิร์ก เพอร์มิต ขอดูหนังสือเดินทางแล้วก็ดูวีซ่าว่าจริงหรือเปล่า ถ้าจริงก็โอเค รับเป็นลูกค้า

- วิธีการเป็นอย่างไร?

ขั้นตอนสัมภาษณ์นิกกี้จะถามค่อนข้างละเอียด เพราะในเมืองไทยหรือแถบเอเชียการที่คุณจะแต่งงานกับใครสักคน ก็เหมือนกับคุณแต่งงานกับครอบครัวเขาเลย หลายคนไม่คิดอย่างนั้น คิดแค่ว่าแต่งกับคนคนเดียว แต่จริงๆ มันไม่ใช่ มันสำคัญที่เราต้องรู้จักครอบครัวเขา

หลังจากนั้นต้องดูว่าคุณเป็นคนอย่างไร ชอบแบบไหน ไม่ชอบแบบไหน คุยจนรู้สึกว่ารู้จักเขาดีพอ และเราสามารถทำงานกับเขาได้ ก็จะเล่าประวัติของคนที่คิดว่าเหมาะกับเขาให้ฟังทางโทรศัพท์ เราไม่มีการโชว์รูป แต่จะอธิบายค่อนข้างละเอียดว่าคนนี้หน้าตาประมาณไหน

จากนั้นถ้าทั้งคู่โอเค เราจะมีการจองโต๊ะให้เป็นชื่อเล่นของผู้ชาย และจะมีเบอร์ให้โทร.ติดต่อกัน 2 ชั่วโมงก่อนเจอตัวจริง แล้วปล่อยให้เขาได้ทำความรู้จักกัน จากนั้นวันรุ่งขึ้นเราจะขอฟีคแบ๊ค เพื่อจะได้รู้ว่าต้องปรับปรุงตรงไหน เขาชอบกันตรงไหน ไม่ชอบตรงไหน ถ้าคนนี้ไม่โอเคจะได้นัดเจอคนต่อไปได้ถูก

- ไม่กลัวข้อมูลปลอม?

เรามีการโทร.ตรวจสอบว่าข้อมูลที่เขาให้มานั้นจริงหรือเปล่า ถ้ารู้ว่าใครโกหกเราจะตัดการเป็นสมาชิกทันที โชคดีที่ผ่านมาไม่มีใครโกหก มีบ้างคือโกหกอายุ แต่ตอนหลังเขาก็มาสารภาพ พอเขาพูดความจริง ก็โอเค ไม่เป็นไร เราก็ทำงานของเราต่อ

- ต้องถึงขั้นเข้าไปเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพให้ก่อนนัดเดตไหม?

ต้องมีค่ะ ดูหมด ถ้าลูกค้าแต่งตัวมาไม่เหมาะสม แต่งตัวไม่เก่ง แต่งหน้าไม่เป็น เราจะช่วยหมดเลย รวมถึงเทรนด์เรื่องการวางตัว การระมัดระวังตัว ไม่ใช่อินโนเซนต์เจอครั้งแรกก็ปล่อยเนื้อปล่อยตัว แบบนี้ต่อให้จัดให้เจอกี่คนก็ไม่สำเร็จ

- มีแบบที่เมื่อเจอกันแล้วฝ่ายหนึ่งไม่ชอบแต่อีกฝ่ายชอบแล้วไปตื๊อเขา

ก็มีนะ แต่เราจะดูว่าเข้าข่ายตามจนเกินเหตุหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างงั้นเราจะตัดการเป็นสมาชิกทันที แต่ถ้าไม่มากเกินเหตุและอีกฝ่ายไม่มีอะไรบ่นมาก็ไม่เป็นไร แต่ก็จะบอกลูกค้าว่าลองดูคนอื่นอีกไหมจะได้ไม่มีการเข้าใจผิดกัน และไม่เสียเวลาด้วย ส่วนมากลูกค้าจะ “เอ๊ะ..เขาชอบเราหรือเปล่า” สงสัยกันทุกคน (หัวเราะ)

- เรียงลำดับคุณสมบัติของคู่ที่ลูกค้าอยากได้

ถ้าเป็นผู้ชาย อันดับหนึ่งจะขอผู้หญิงที่หน้าตาดี หุ่นดี ไม่อ้วน ผิวขาว คือผู้ชายจะเน้นรูปลักษณ์แล้วค่อยดูนิสัย แบ๊คกราวนด์ที่บ้าน ส่วนผู้หญิงจะตรงกันข้าม จะขอดูหน้าที่การงานก่อนว่ามั่นคงไหม แล้วก็เรื่องนิสัยใจคอ ไม่เจ้าชู้ พูดตรงไปตรงมา เรื่องหน้าตาเป็นเรื่องรองไม่สำคัญมาก

- แล้วประเภทผู้หญิงไม่สวยแต่ขอหน้าตาหล่อๆ

มีค่ะ อายุประมาณ 28 ปี เป็นลูกสาวเจ้าของธุรกิจพันล้าน หน้าตาธรรมดาไม่สวย แต่รวยมากๆ เข้ามาก็บอกเลยว่า “ขอหล่อๆ นะ” (หัวเราะ)

คือบางครั้งลูกค้าที่เข้ามาครั้งแรก นิกกี้จะพยายามทำสิ่งที่เขาขอ แต่พอเจอเองแล้วเขาก็จะรู้ว่าบางทีมันไม่เหมาะกับเขา ก็จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามที่เราจัดให้มากขึ้น แรกๆ เข้ามาอาจจะอยากได้ A+ แต่หลังๆ ขอแค่ A ก็พอ

- อายุคนมาใช้บริการ

ผู้หญิงน้อยสุด 23 มากสุด 54 อาชีพเป็นนักร้อง ดารา ก็มีด้วย

ผู้ชายอายุมากสุดตอนนี้คือ 59 อายุน้อยสุด 22 ค่ะ

สำหรับสถิติผู้หญิงส่วนใหญ่เข้ามาใช้บริการตอนอายุ 29-30 มีประมาณ 60% ของลูกค้าทั้งหมด ส่วนผู้ชายเข้ามาเฉลี่ยอายุ 35 เหมือนกับว่าเขาคงใช้ชีวิตการทำงานมาสักพักหนึ่งแล้ว งานมั่นคงแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสเจอคนที่ถูกใจ ก็เลยลองมาใช้วิธีนี้ดูบ้าง เพราะมนุษย์เราทุกคนอยากมีคนที่อยู่เคียง ข้าง มีคนให้คำปรึกษาคอยดูแล เป็นเพื่อน

- แต่ทำไมจึงดูเหมือนว่าผู้หญิงอยากอยู่เป็นโสดมากกว่าแต่งงาน

ไม่ใช่ค่ะ (หัวเราะ) การที่เขาไม่แต่งงาน มันเป็นเพราะเขาไม่เจอใครที่ถูกใจเลยเลือกที่จะเป็นโสด หรืออาจเคยผ่านอะไรที่ไม่ดีมาแล้วเข็ด อาจจะเคยผิดหวังเรื่องความรักมา

- มีกะเทยมาใช้บริการ

มีค่ะ นิกกี้ก็งงๆ เพราะจะเจอแต่เกย์มาขอใช้บริการ (หัวเราะ)

- แสดงว่าเกย์ก็รับหรือ?

คือเกย์ก็คนเหมือนกัน และความต้องการของเขาก็ไม่ได้แตกต่างจากหญิงหรือชาย เพียงแต่เขาเปลี่ยนเพศเท่านั้นเอง แต่เราไม่ได้เน้นตรงนี้มาก

- ที่รับทำมามีคู่ที่ประทับใจไหม?

มีค่ะ ผู้หญิงอายุ 30 กว่าแล้ว ผู้ชาย 40 นิดๆ เราเองเมื่อฟังความต้องการของเขาแล้ว ก็จับคู่ให้คิดว่าเขาต้องชอบกันแน่ๆ พอได้เจอกันแล้ว เขาก็ชอบกันมาก รู้ไหม เขาใช้มือถือรุ่นเดียวกัน อยู่คอนโดฯเดียวกัน แล้วผู้ชายเนี่ยเขาเห็นรถเบนซ์ของผู้หญิงจอดอยู่ที่จอดรถเป็นประจำ แต่ไม่รู้ว่าเป็นผู้หญิงคนนี้ขับ ตอนเจอกันยังบอกว่าทะเบียนรถคุ้นๆ ตอนนี้ทั้งคู่คบกันอยู่และเขาก็ชอบกันมาก มันเป็นเหมือนพรหมลิขิตเลย

- เคยเห็นในหนังเกาหลีบริการแบบนี้สำคัญมาก

บริษัทที่เกาหลีที่ดังที่สุดชื่อ Duo เขามีออฟฟิศทุกเมืองในเกาหลี มีลูกค้า 40,000 กว่าคน เพราะที่เกาหลีมันเป็นวัฒนธรรม ไม่ว่าคุณจะประสบความสำเร็จทางการงานมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่ประสบความสำเร็จเรื่องชีวิตคู่ คนก็ไม่นับถือคุณ ที่สิงคโปร์ จีน ญี่ปุ่น ก็เหมือนกัน

นิกกี้หวังเป็นแมตช์เมคเกอร์ให้ได้ระดับมาตรฐานสากล จึงเข้าอบรมหลักสูตรการเป็นแมตช์เมคเกอร์กับสถาบัน เดอะ แมตช์เมคกิ้ง อินสติติว (S.E.A.) ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสถาบันวิชาชีพชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับการรับรองโดย แมตช์เมคกิ้ง อินสติติวท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพระดับสากลของธุรกิจนี้ นิกกี้เป็นคนแรกของประเทศไทยที่ได้รับประกาศนียบัตรด้านวิชาชีพนี้

- ช่วยแต่คนอื่นแล้วตัวเองล่ะ?

(หัวเราะ)..นิกกี้จะแต่งงานปลายปีนี้ค่ะ

- เป้าหมายชีวิต

ช่วยคนให้มากที่สุดเท่าที่จะช่วยได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11054 หน้า 17

ใครจำภาพยนตร์เรื่อง Gattaca ได้ไหม ที่คนนิยมเลือกคู่เดทจากยีนที่ดีสุด ในวันนี้มันมีการเริ่มต้นในราคาที่ถูกแล้ว โดยบริษัทที่ชื่อว่า GenePartner (บริษัทแรกที่ทำชื่อ scientificmatch แต่ราคาแพงมากถึงเกือบ 2000 ดอลลาห์สหรัฐ)

บริษัทที่ว่าตั้งอยู่ใน สวิตส์เซอร์แลนด์ โดยใช้เงินเพียง 199 ดอลลาห์สหรัฐ (ราคาเท่าไอโฟนแต่ได้คู่เดทมาแทน อาจติดสัญญาตลอดชีวิต) ซึ่งราคาถูกกว่าบริษัท 23andMe ที่มีราคา 1000 ดอลลาห์สหรัฐ ในการหาคู่ที่เหมาะสมกับคุณ ด้วยการใช้สถิติ บริษัทวิเคราะห์คู่มากกว่า 100 คู่และคาดการณ์รูปแบบทางพันธุกรรมที่มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการมี ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้ ด้วยการอิงจากอัลกอลิทึมและดีเอ็นเอของผู้ใช้บริการ บริษัทจะคำนวนหาความน่าจะเป็นในความพอใจและความสัมพันธ์อันยืนยาวของคู่ที่ จับให้

บริษัทจะทำการเก็บดีเอ็นเอจากตัวอย่างน้ำลาย โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า buccal swab ซึ่งจะส่งตรงถึงบ้านของผู้ใช้บริการ ข้างในนั้นมีคำแนะนำให้ทำตาม ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถเก็บดีเอ็นเอจากกระพุงแก้มได้อย่างง่ายดาย เสร็จแล้วเก็บตัวอย่างใส่ซองที่จ่าหน้าถึงบริษัท และรอผล

บริษัทจะทำการหาคู่จากแหล่งหาคู่และมีบริการที่ให้ผู้ใช้บริการได้เห็น คู่ที่เหมาะกับตนเอง ถ้าดีเอ็นเอตรงกัน ไม่ต้องห่วงว่าจะผิดกฏหมาย เพราะที่สวิตส์เซอร์แลนด์ไม่มีกฏหมายเรื่องการเก็บดีเอ็นเอ

ที่มา: http://www.genepartner.com

สำหรับ “Casnova” ไม่ได้มีความหมายว่าเจ้าชู้ แต่หากเป็นชื่อของหนุ่มชาวอิตาลี ที่มีพฤติกรรมชู้สาวเลื่องลือไปทั่ว จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้ชายเจ้าชู้ในที่สุด

“คาสโนวา” มีชื่อเต็มว่า “จิอาโคโม จิโรลาโม คาสโนวา-Giacomo Girolamo Casnova” เกิด ในปี ค.ศ.1725 ที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี โดยที่พ่อและแม่เป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงไปทั่วยุโรป

จิอาโคโม จิโรลาโม คาสโนวา เป็นบุรุษที่ชาญฉลาด เขาจบปริญญาเอกด้านกฎหมายตั้งแต่อายุ 17 ปี และได้เข้าโรงเรียนศาสนาที่เซนต์ ไซเปรียน เพื่อเป็นนักบวช แต่ด้วยพฤติกรรมในด้านชู้สาวทำให้เขาต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียน

ต่อมา คาสโนวา มีโอกาสทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยพระคาร์ดินัลแอ็คควาวิวาแห่งโรม แต่ก็เกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นอีก จนต้องอพยพกลับมายังเวนิส ทำงานหลายอย่างรวมถึงเป็นนักเขียน

บทเรียนแรกเกี่ยวกับความรักของ คาสโนวา เริ่มตั้งแต่ที่เขาอายุเพียง 11-12 ปี แต่รักสำคัญที่ได้เปลี่ยนแปลงเขาจากคนที่เชื่อมั่นในความรักมาเป็นหนุ่มจอมเจ้าชู้ เกิดขึ้นเมื่อตอนอายุ 24 ปี เมื่อเขาไปตกหลุมรัก อองเรียต สาวชาวฝรั่งเศส แต่รักครั้งนั้นต้องพังทลาย เมื่อ อองเรียต ทิ้งเขาไป

จากนั้น คาสโนวา ที่มีพรสรรค์ด้านภาษาและวาทศิลป์ เดินสายต้มตุ๋นคนในสังคมมั่งมี แต่ทำได้ไม่นานก็ถูกจับจนต้องติดคุก อย่างไรก็ตามเขาตัดสินใจแหกคุกออกมา และชีวิตหลังจากนั้นก็เป็นการผจญภัยในอิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน ออสเตรีย สาธารณรัฐเช็ก ฯลฯ โดยทุกที่มีเรื่องเกี่ยวพันกับสตรีทั้งสิ้น

คาสโนวาเป็นผู้มีสติปัญญาสูง เรียนเก่ง มีงานเขียนงานแปลออกมามากมายตลอดชีวิต แต่งานเหล่านั้นไม่จับใจคนมากเท่าชีวิตอันโลดโผนของเขา อุปรากรเรื่อง “ดอนจิโอวานี” ที่คีตกวีโมสาร์ตแต่งขึ้นโดยมีเค้าเรื่องมาจากชีวิตของคาสโนวา สะท้อนความคิดของเขาไว้ว่า “สตรีต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบการกระทำอันชั่วร้ายของดอนจิโอวานี ค่าที่มันทำให้จิตใจเขาเคลิบเคลิ้ม และทำให้หัวใจเขาตกเป็นทาส”

คาสโนวาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ.1798 ในปราสาทที่ดักซ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นเขตสาธารณรัฐเช็ก เสียชีวิตไปแล้วแต่ชื่อเสียงกลับยิ่งโด่งดังในฐานะสัญลักษณ์แห่งการหมกมุ่นกับความรัก

ที่มา : ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 21 ธันวาคม 2549

เคมีแห่งรัก

จากการศึกษาพบว่า มีสารเคมีหลายชนิด (มักจะเป็นสารสื่อประสาทหรือฮอร์โมน) ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์รักของคนเรา โดยในช่วง รักแบบดื่มด่ำฉ่ำหวาน (attraction หรือ romantic passion) ที่เริ่มปิ๊งกันใหม่ๆ นั้น จะมีสารหลายชนิดเกี่ยวข้อง เช่น

* โดพามีน (dopamine) เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกมีความสุข

* นอร์อีพิเนฟริน (norepinephrine) เพิ่มขึ้น ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น

* ฟีนิลีไทลามีน (phenylethylamine, PEA) เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกมีความสุข สดชื่น และคุยกับคนรักได้ทั้งคืน (สาร PEA นี้มีในช็อกโกแลตด้วย)

* เซโรโทนิน (serotonin) ลดลง ทำให้รู้สึกกระวนกระวายและมีอาการย้ำคิดย้ำทำ (= “คอยเฝ้าพะวงคิดถึงแต่เธอ” อะไรทำนองนั้น)

เมื่อเวลาผ่านไป สารเคมีชนิดอื่นจะเข้ามามีบทบาทแทน ทำให้ความรักเปลี่ยนรูปแบบไปเป็น รักแบบผูกพัน (attachment) หรือ รักมั่นนิรันดร (commitment) สารเคมีที่มีบทบาทในช่วงนี้ เช่น

* ออกซีโทซิน (oxytocin) เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกผูกพันอย่างใกล้ชิดกับคนอื่น (สารออกซีโทซินยังออกมาในขณะถึงจุดสุดยอดขณะมีเพศสัมพันธ์ด้วย)

* เอนดอร์ฟิน (endorphin) เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกสงบสบายและปลอดภัย

* วาสโซเพรสซิน (vasopressin) เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกมีความสุข

นี่เป็นหนึ่งในคำถามพื้นฐานที่สุดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต แน่นอนว่าอัตราการเกิดจะสูงขึ้น ถ้าสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นทั้งหมดมีเพศเมียและผสมพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยไม่ต้องอาศัยตัวผู้ (parthenogenesis) เพราะถึงอย่างไรก็มีสัตว์ในหลายสปีชีส์ที่ตัวผู้ไม่มีบทบาทในการเลี้ยงลูกของมันเองอยู่ดี ดังนั้นการสืบพันธุ์แบบที่ไข่ไม่ผสมกับเสปิร์มของตัวผู้นี้ น่าจะมีข้อดีกว่าในแง่ที่ว่า ลูกที่เกิดมาก็จะมียีนมากกว่าที่ต้องใช้ถึงสองเท่า นอกจากนี้การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศก็ใช้เวลาและพลังงานน้อยกว่าด้วย แต่ก็อย่างที่เห็นกันอยู่แล้วว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นในสิ่งมีชีวิตชั้นสูงทั่วไป ซึ่งจะสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศมากกว่า แล้วทำไมสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะต้องการตัวผู้ไปด้วย คำตอบที่นักพันธุกรรมเสนอไว้คือ การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนของสารพันธุกรรม (recombination) ซึ่งมีประโยชน์คือ ช่วยให้ทฤษฎีการคัดเลือกตามธรรมชาติ (natural selection) ของ Charles Darwin เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ได้พบหลักฐานที่สนับสนุนว่าทฤษฎีนี้เป็นจริงแล้ว

เหตุผลที่กระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเพราะมี mutation บางอย่างที่จะกวนกันเองถ้าไม่มีการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรม อธิบายง่ายๆคือ ลองนึกดูว่า ถ้ามี mutation A ที่เป็นประโยชน์ในตัวเมีย กับ mutation B ที่เป็นประโยชน์เช่นกันเกิดขึ้นในตัวผู้ แต่ตัวผู้ไม่มี mutation A ถ้าไม่มีการรวมกันของสารพันธุกรรม mutation B ก็จะไม่ถูกคัดเลือก และหายไปในที่สุดเมื่อ mutation A เกิดขึ้น 100%ในประชากรหนึ่งๆ จะไม่มีสิ่งมีชีวิตตัวไหนเลยที่มีทั้งสอง mutation ในตัวเดียวกัน และเมื่อเวลาผ่านไปก็จะเหลือแต่สิ่งมีชีวิตที่มีmutationเดียวเท่านั้น recombination ช่วยทำให้สิ่งมีชีวิตปรับตัวมีวิวัฒนาการได้เร็วขึ้น เพราะมันทำให้ mutation ที่มีประโยชน์หลายๆชนิด เกิดขึ้นภายในสิ่งมีชีวิตตัวเดียวได้ ในทางกลับกันถ้ามี mutation ที่เป็นอันตรายหลายๆเกิดขึ้นหลายๆตำแหน่ง มันก็จะช่วยให้ mutation ที่ไม่ดีเหล่านี้เกิดขึ้นน้อยลงกว่าในรุ่นพ่อและแม่ด้วย

นักพันธุกรรมที่มีชื่อเสียง John Maynard-Smith ได้เปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่าเหมือนกับเรามีรถสองคัน คันหนึ่งมีเครื่องยนต์ที่พัง อีกคันมีสายพานเสีย มันก็คือรถที่วิ่งไม่ได้ทั้งคู่ แต่ถ้าคุณเอาส่วนที่ดีของคันหนึ่งไปแทนที่ส่วนที่เสียของอีกคันหนึ่ง คุณก็จะมีรถที่วิ่งได้หนึ่งคัน recombination ก็เหมือนกัน มันทำให้โครโมโซมแลกส่วนที่ไม่ดี และผสมส่วนที่ดีของกันและกัน ก่อให้เกิดลูกหลานที่ดีที่สุด จากผลเสียของ mutation ที่ไม่ดีที่อาจมีต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิต นักวิทยาศาสตร์จึงสรุปว่า ข้อดีของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศนี้คุ้มกว่าการที่จะมียีนเพิ่มมาสองเท่าจากการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ

อย่างไรก็ดี ทฤษฎี natural selection นี้ ใช่ว่าจะอธิบายได้ทั้งหมด ข้อโต้แย้งก็คือ คุณสมบัติในการปรับตัวบางอย่างเป็นคุณสมบัติของทั้งกลุ่มประชากร ไม่ใช่ของสัตว์ตัวใดตัวหนึ่ง ถ้าการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศในรุ่นพ่อและแม่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ทันตาเห็นในรุ่นลูกทันที ก็ยากที่จะเข้าใจได้ว่าจะมีเหตุผลอะไรที่มาทำให้ประชากรมีการวิวัฒนาการจากการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ(asexual)มาเป็นแบบอาศัยเพศ(sexual) นอกจากนี้ยังอาจมีเหตุผลอื่นนอกจาก natural selection เช่น การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศจะทำให้ต่อต้านการติดเชื้อได้ดีกว่า จากการสังเกตความเกี่ยวโยงกันทางพันธุกรรม ระหว่างอัตราการรวมกันของยีนและความหลากหลายในแต่ละสปีชีส์ พบว่า มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างการคัดเลือกยีนเด่น และการผสมกันของยีน แต่ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างการสืบพันธุ์แบบอาศัยและไม่อาศัยเพศยังไม่สามารถอธิบายได้ดีนัก

การศึกษาใหม่โดย Paland และ Lynch ได้ให้หลักฐานโดยตรงสนับสนุนว่า การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศทำให้เกิดยีนที่มี mutation มากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ผลสรุปนี้ได้จากการวิจัยในหลายๆกลุ่มประชากรของ Daphnia pulex ที่เป็นไรอาศัยในน้ำชนิดหนึ่ง มันเป็นตัวอย่างที่เหมาะมากในการศึกษาเรื่องนี้เพราะมันสามารถเปลี่ยนจากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ไปเป็นการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศได้ ทำให้สามารถตรวจสอบเกี่ยวกับผลทางพันธุกรรมของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศในกลุ่มประชากรได้

Paland และ Lynch ได้เปรียบเทียบจำนวน mutation ที่อาจส่งผลให้เกิดการสร้างโปรตีนตัวใหม่ต่างไปจากรุ่นพ่อ-แม่ (nonsynonymous mutations) กับจำนวน mutation ที่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการสร้างโปรตีน (synonymous mutations) ใน Daphnia ที่สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ 14 ตัว และใน Daphnia ที่สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศอีก 14ตัว พบว่า nonsynonymous mutations เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในประชากรที่มีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ นอกจากนี้คาดว่า เกือบ 90% ของ mutations เหล่านี้จะถูกคัดเลือกให้อยู่ในประชากรรุ่นต่อไป ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ประชากรที่มีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศมีปริมาณของ mutation ที่เป็นอันตรายมากกว่า และการคัดเลือทิ้งยีนที่ไม่ดีก็มีประสิทธิภาพน้อยกว่าในประชากรที่มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ

อย่างไรก็ดีผลการวิจัยนี้ไม่สามารถสรุปได้ว่า การคัดเลือก mutation ที่ดีและไม่ดีนี้เป็นสาเหตุของความจำเป็นของการสืบพันธ์แบบอาศัยเพศ แต่ก็ช่วยบอกว่า ประโยชน์ของการมีตัวผู้คือช่วยตัวเมียในการกำจัด mutationที่ไม่ดีออกไป
ประเด็นที่น่าสนในอีกเรื่องคือ สัดส่วนของ mutation ที่เกิดใหม่ใน Daphnia ที่ถูกคัดเลือกให้คงอยู่ในรุ่นลูกนั้นค่อนข้างสูง คือเกือบ 90% ซึ่งต่างจากในอดีตตลอด 30ปีที่ผ่านมา ที่เชื่อในทฤษฎีทางวิวัฒนาการในระดับโมเลกุลที่เป็นกลาง (neutral theory) ที่กล่าวไว้ว่า ความหลากหลายทางพันธุกรรมส่วนใหญ่จะไม่ถูกคัดเลือก
ดูเหมือนว่า เราจะเริ่มเข้าใจเรื่องวิวัฒนาการเพิ่มขึ้นทีละน้อย จากมุมมองที่ว่ายีนที่ดีมีประโยชน์จะอยู่นิ่งๆ มาเป็นมุมมองที่ว่า สิ่งมีชีวิตนั้นถูกท้าทายอยู่ตลอดเวลาด้วยการคัดเลือกยีน และการต่อสู้กับยีนจำนวนมหาศาลที่มีทั้ง mutation ที่เป็นอันตรายและเป็นประโยชน์ในประชากร

ข้อมูลจาก
- Why sex? Rasmus Nielsen. Science 2006;311:960-961

ข้อมูลเพิ่มเติม
-ข้อมูลเกี่ยวกับparthenogenesis และหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อดีของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ
http://users.rcn.com/jkimball.ma.ultranet/BiologyPages/A/AsexualReproduction.html
- Deleterious mutations and the evolution of sexual reproduction. Alexey S. Kondrashov
Nature 336, 435-440 (01 Dec 1988)
- Sex increases the efficacy of natural selection in experimental yeast populations. Matthew R. Goddard, H. Charles J. Godfray, Austin Burt
Nature 434, 636-640 (31 Mar 2005)

เหตุผลที่คนเรารักกัน

Love for Love Sake รักเพราะรัก หรือรักเพราะเหตุผลอื่นๆอีกล้านแปด ซึ่งอาจสรุปความได้ว่า รักด้วยใจ ไร้ซึ่งอธิบาย แต่เชื่อเถอะว่า ลึกๆลงไปท่ามกลางความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้เหล่านั้น คุณอาจต้องการคำอธิบาย (อยู่ดี) ว่าทำไมเราจึงรัก และหากวิทยาศาสตร์คือเหตุและผลของความจริง เมื่อมาถึงสมมติฐานของความรัก จะอธิบายความรู้สึกนี้ด้วยตรรกะใด นักวิทยาศาสตร์ นักจิตวิทยา นักวิจัย นักวิชาการ และอีกสารพัดนัก มุ่งหาคำตอบในทางชีววิทยาซึ่งประมวลผลออกมาได้ว่าความรักเกิดจาก…

1. รูปร่างหน้าตา Attractive Figures

หน้าตาดีมีชัยไปกว่าครึ่งเป็นความจริงครึ่งหนึ่งของความรัก ด้วยเป็นความประทับใจเมื่อแรกเห็น (first impression) ที่ดึงดูดให้คนสองคนเริ่มต้นความสัมพันธ์กันต่อไป ทว่าบรรทัดฐานของความงามย่อมแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมและยุคสมัย ย้อนกลับไปยุคมนุษย์หินฟลิ้นท์สโตน ที่มนุษย์ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์และอาศัยอยู่ตามถ้ำ

ผู้ชายที่มีกล้ามอกเป็นแผง ขนหน้าอกคลุมเป็นพืด ไหล่กว้างบึกบึน หนวดเครายาวดก (อาจเพราะไม่มีของมีคมมาตัดแต่งเสริมหล่อ) ย่อมเป็นชายหนุ่มในฝันของสาวๆที่หวังจะได้รับปัจจัย 4 และการปกป้องให้ปลอดภัยจากคมเขี้ยวของสัตว์ร้าย ส่วนผู้ชายเลือกคู่จากการพิเคราะห์ทรวดทรง หน้าอกใหญ่และสะโพกผาย เป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ทางกายของผู้หญิง ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการให้กำเนิดลูกหลาน

ลักษณะของความเป็นชายและหญิง ทั้งโดยเพศสภาพ (gender - masculine vs feminine ) และเพศสรีระ (sex- male vs female)เช่นนี้ได้ฝังรากลึกลงในความคิดของมนุษย์มายาวนาน ไม่ว่าจะกี่พันปีผ่านไป มนุษย์ก็ยัง “ติด” อยู่กับกรอบความคิดเช่นนี้อยู่ไม่คลาย Footnote: Halo Effect เป็นต่อเพราะหน้าตาดี

ฮาโรลด์ เอช เคลลี ศาสตราจารย์ทางจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย UCLA ได้ทำการทดลองเพื่ออธิบายว่า เหตุใดคนหน้าตาดีจึงได้รับความสนใจและการยอมรับมากกว่าคนหน้าตาธรรมดาในระยะแรก (หมายถึง ถ้าดูกันนานๆแล้ว ความสามารถจะพิสูจน์ตนเอง) เช่น นางงามรักเด็ก เป็นภาพลักษณ์นางฟ้าใจดี ในขณะที่มีใครรู้บ้างไหมว่าครูนวลน้อย ทิมกุล แห่งบ้านครูน้อย ทำงานเพื่อเด็กด้อยโอกาสทั้งที่ตนเองเป็นอัมพฤกษ์มาตั้งแต่พ.ศ.2523 แต่ในระยะยาวแล้ว เมื่อหมดวาระ นางงามที่ก็ไม่ได้ทำอะไรเพื่อเด็กอีกเลย เป็นต้น

ดังนั้น รูปร่างหน้าตามีผลต่อการรับรู้ (perception) ของคน หน้าตาดีย่อมได้เปรียบ ดีสำหรับเปลือกนอก แต่ถ้าภายในเน่าหนอน นานไปก็รู้เอง

2. น้ำเสียง Voice sells goods

ในการวิจัยหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งอัลเบนี นิวยอร์ก จัดให้อาสาสมัคร 149 คนฟังเสียงของชายหญิงแบบต่างๆเพื่อจัดอันดับ “เสียงมหาเสน่ห์” ไปจนถึง “ไม่น่าฟังอย่างแรง” ปรากฏว่าเสียงที่ได้คะแนนโหวตสูงๆนั้น เจ้าของเสียงมีรูปร่างหน้าตาดีตามไปด้วย เช่น ผู้ชายอกผายไหล่ผึ่ง หุ่นนักกีฬา ในขณะที่ผู้หญิงหุ่นดีเป็นทรงนาฬิกาทราย

ซึ่งผลการวิจัยนี้พ้องกับเหตุผลที่คนเรารักกันในข้อ (1) โดยมิได้นัดหมาย Deeper Voice,More Children Hadza ชนเผ่าเก่าแก่ในแทนซาเนียที่ยังดำรงชีพแบบดั้งเดิม พ่อบ้านล่าสัตว์ แม่บ้านเก็บของป่า ไม่มีการกสิกรรม ไม่มีการคุมกำเนิด นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ ประเทศแคนาดา เข้าไปเก็บตัวอย่างเสียงของชายและหญิงในเผ่า

และได้ผลสรุปว่า ผู้ชายเสียงทุ้มนุ่มลึกมีลูกมากกว่าผู้ชายเสียงเล็ก (นัยว่าเสียงไม่เท่ ไม่อุ่น) ซึ่งเป็นผลมาจากระดับของฮอร์โมนเทสเทอสเตอโรน (testosterone ฮอร์โมนเพศชายที่ทำให้ร่างกายแสดงลักษณะของเพศชายออกมา) ระดับฮอร์โมนยิ่งสูง เสียงยิ่งทุ้มมีเสน่ห์และยิ่งมีปริมาณบุตรมากตามไปด้วย

3. กลิ่น Scent of a Woman
เชื่อกันว่ามนุษย์แต่ละคนมี “กลิ่น” จำเพาะที่ดึงดูดให้เพศตรงข้ามต้องใจ กลิ่นที่ไม่มีกลิ่นนี้คือ ฟีโรโมน สารเคมีที่ผลิตจากต่อมไร้ท่อ ซึ่งจะแผ่กำจายในอากาศ และดักจับด้วยเส้นประสาท Vemeronasal receptors ในโพรงจมูก แล้วจึงส่งสัญญาณข้อมูลไปยัง Olfactory Bulb เพื่อประมวลผลขั้นสูงไปยังสมองช่วงตกไข่ในสตรีเพศ ร่างกายยิ่งผลิตฟีโรโมนมาก

ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะรัก ดูแล ห่วงใยใส่ใจหญิงคนรักมากขึ้น อาจลามไปถึงขั้นวางท่าหวงก้างและแสดงทีท่าอิจฉาผู้ชายทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวพัน ประมาณว่าใครเข้ามาคุยกับ “เธอ” อาจโดน “เขา” เขม่นเหม็นหน้าได้โดยไร้สาเหตุ แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่ผู้หญิงดูจะเป็นที่รักมากขึ้นเพราะเป็นช่วงที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนมาก หน้าตาผิวพรรณจึงดูผ่อง สวยขึ้นผิดหูผิดตา เชื่อมโยงกับเหตุผลในข้อ (1) อีกตามเคย

4. รส Kiss From The Rose

MHC ไม่เพียงแต่รับรู้ได้ด้วยกลิ่น แต่ยังรับรสได้ ทางหนึ่งที่เป็นการทดสอบว่า MHC ของเราและเขาต่างกันหรือเหมือนกัน คือการจูบ ซึ่งเป็นกระบวนการถ่ายทอด MHC ผ่านทางน้ำลาย The kisses that rock the world กระบวนการทดสอบ MHC ผ่านสื่อสาธารณะอันลือลั่น

Scariest มาดอนน่าและบริทนีย์ สเปียร์ บนเวที MTV Music Vedio Awards 2003

Erotic ยากที่จะลืมฉากจูบเหนือน้ำพุของ อีธาน ฮอว์ก และกวินเน็ท พัลโทรว์ ใน Great Expectation

Romantic อารัมภบทของความรัก (Prologue of Love)โดยหว่อง การ์ ไว ใน My Blueberry Nights หนังเรื่องแรกของนอร่า โจนส์กับจู๊ด ลอว์ ในบทเจ้าของคาเฟ่สุดเท่ ฉากนี้ฉากเดียวถ่ายทำนานถึง 3 วัน

Shock! มาริโอ เมาเร่อกับพิช ในภาพยนตร์สุดเยี่ยม รักแห่งสยาม ที่ทำเอาสาวๆไปจนถึงป้าๆแอบหัวใจสลาย


5. สมอง

You think someone made you feel good,but really it is your BRAIN made you feel good ” Jim Pfaus นักจิตวิทยา 4 ข้อที่ผ่านมาเป็นเพียงปฏิกิริยาที่ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งเร้า เป็นคำอธิบายในระดับพื้นผิว แต่จอมบงการตัวจริงของความรักคือสมอง ไม่ใช่หัวใจ ที่แม้แต่หนุ่มโรแมนติกนิยมเจ้าของสำนวนอุ่น “สองเงาในเกาหลี” “นั่งฝั่งตะวันตื่น ยืนฝั่งตะวันตก” อย่างทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหารแห่ง a day ยังพยักหน้าเห็นด้วย “หัวใจรู้สึกไม่ได้ มันมีหน้าที่เพียงสูบฉีด” สมองเท่านั้นที่เป็นตัวสั่งการ สั่งให้รู้สึกได้ด้วยหรือ คำตอบคือใช่ แล้วทำได้อย่างไร วิทยาศาสตร์มีคำตอบให้ว่าความรักเกิดขึ้นที่สมองใน 3 จุดสำคัญคือ

1. สมองส่วนกลาง บริเวณ ventral tegmental
เซลล์ประสาทในสมองส่วนกลางกลุ่มนี้เรียกว่า ventral tegmental มีหน้าที่สำคัญคือผลิตฮอร์โมนที่เรียกว่า โดพามีน (Dopamine) สารตัวนี้จะทำงานหนักในยามที่เรายินดี มีความสุข หรือได้รับรางวัลตอบแทน เช่น แฟนอุตส่าห์จำวันเกิดได้ รับรองว่าเมื่อไปสแกนสมองส่วนกลางดู จะเห็นโดพามีนท่วมสมองแน่นอน

อันที่จริงมีการวิจัยที่ว่านั้นเกิดขึ้นแล้ว โดยดร.เฮเลน ฟิชเชอร์ นักมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส (Rutgers University) มลรัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐอเมริกา คัดเลือกอาสาสมัครเฉพาะคนที่เพิ่งจะตกหลุมรักมาใหม่ๆ มาทำการทดลอง โดยให้อาสาสมัครดูภาพของคนรักสลับกับภาพของคนอื่น โดยระหว่างภาพของแต่ละภาพ จะมีโจทย์เลขง่าย ๆ มาให้คำนวณเพื่อล้างภาพที่เพิ่งดูไปจากสมอง

ระหว่างทำการทดลอง ทีมงานใช้เทคนิค fMRIS (Functional Magnetic Resonance Imaging) เพื่อสแกนสมองขณะกำลังดูภาพต่างๆ ผลปรากฏว่าเมื่อคนคนหนึ่งได้เห็นภาพของคนที่ตนเองกำลังติดพันอยู่ สมองส่วนที่เรียกว่า คอเดตนิวเคลียส (caudate nucleus) และบริเวณเวนทรัล เท็กเมนทัล (ventral tegmental) จะทำงานหนักกว่าปกติ ผลิตสารโดพามีนออกมามากเมื่อเห็นภาพคนรัก ความรักในช่วงแรกนี้ เป็นรักแบบดื่มด่ำหวานเชี้ยบหรือ romantic love
2. nucleus accumbens
ในระยะแรกที่คนเราตกหลุมรัก สารโดพามีนจะมีบทบาทสูง ทำให้ปรีดาปราโมทย์ได้แบบสุดๆ และสมองจะเริ่มจดจำ “ภาพ” ของเหตุการณ์ สร้างความรู้สึกผูกพันต่อสิ่งต่างๆหรือตัวบุคคล สารเคมีที่มีบทบาทในช่วงนี้คือ อ็อกซิโทซิน (oxytocin) เรียกว่าเป็นสารสร้างความผูกพัน บางครั้งเป็นยายใยที่มองไม่เห็น เช่น ความผูกพันระหว่างแม่และลูกที่ยังดิ้นขลุกๆอยู่ในท้อง ไม่เคยเห็นหน้ากันด้วยซ้ำ แต่เป็นความผูกพันอันเกิดจากสารอ็อกซิโทซินนี้นั่นเอง และเมื่อนำมาอธิบายจากในเรื่องรัก ก็อาจพูดได้ว่า จากรักหวานน้ำตาลฉ่ำก็กลายเป็นรักแบบผูกพัน (attachment) ขึ้นมาแทน

3. caudate nuclei
สมองส่วนสุดท้ายที่ข้องเกี่ยวกับความรัก จากผลการสแกนสมองด้วยวิธี fMRIS ของดร.เฮเลน ฟิชเชอร์ พบว่าสมองส่วน ventral tegmental และ caudate nuclei ทำงานหนักกกว่าปกติ สมองทั้งสองส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตสารโดพามีน แต่ใน caudate nuclei ซึ่งมีหน้าตาเหมือนกุ้งขดอยู่ข้างขมับสองข้าง สมองส่วนนี้บันทึกความจำที่ยากจะลบเลือน เช่น ทักษะต่างๆ (patterns and mundane habits) เป็นต้นว่า ขับรถ พิมพ์ดีด ว่ายน้ำ การอ่านออกเขียนได้ รวมไปถึงความสามารถที่จะรักด้วยเช่นกัน เมื่อก้าวมาถึงระดับนี้ ความรัก ความผูกพัน จึงพัฒนาไปสู่ความรักฝังลึก (commitment) เป็นรักมั่นนิรันดรไปแล้ว

ทฤษฎีการจีบ

เมื่อเราปิ๊งใครสักคนที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า จะรู้ได้อย่างไรว่าเขา/เธอคนนั้นคือคนที่ “ใช่เลย” หรือ “ไม่ใช่เลย” เชื่อหรือไม่ว่าภายในเวลาแค่ 90 วินาที ถึง 4 นาทีของการพูดคุยกัน ระบบภายในร่างกายจะช่วยเราตัดสินได้ว่า จะ “รุก” ต่อ หรือ จะ “ชิ่ง” ดี เพราะว่าในการพูดคุยอย่างสวีทหวานแหววกับบุคคลเป้าหมาย ความประทับใจและการรับรู้ข้อความจากการสื่อสารนั้น ร้อยละ 55 จะมาจากภาษากาย ร้อยละ 38 มาจากน้ำเสียงและความเร็วในการพูด และแค่ร้อยละ 7 จากสาระที่เราพูดออกไป ซึ่งหมายความว่าเพียงแต่มีลีลาดี ก็จะมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

การมองตาเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่หนุ่ม/สาวเจ้าเสน่ห์ทั้งหลายยืนยันว่ามีประสิทธิภาพเหลือเกิน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ศาสตราจารย์อาเธอร์ อรัน นักจิตวิทยาจากนิวยอร์ค ได้ทำการทดลองโดยนำชายหญิงหลายคนมาจับคู่นั่งพูดคุยกันแบบเปิดอกเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของแต่ละคน นานหนึ่งชั่วโมงครึ่ง หลังจากนั้น ให้นั่งจ้องตากันเฉยๆ โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยอะไรทั้งสิ้นอีกสี่นาที ผลคือผู้ที่เข้ารับการทดลองหลายคนยอมรับว่า เกิดความสนใจในตัวของคู่ทดลอง โดยเฉพาะคู่ที่อยู่ในสายงานหรือมีระดับทางสังคมที่ใกล้เคียงกัน และมีคู่หนึ่งก้าวหน้าไปถึงขั้นแต่งงานกันเลย ในประเด็นของความรักที่เกิดจากการมองตานั้น นักวิทยาศาสตร์บอกว่าเมื่อเรารู้สึกสนใจอะไร รูม่านตาของเราจะขยาย นัยน์ตาจะดูกลมโตและเป็นประกาย ซึ่งอาจจะเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้เขา/เธอรู้ตัวก็เป็นได้ หากสาวอิตาเลียนในสมัยกลางได้รู้เรื่องนี้คงจะร้องไห้ เพราะแค่พวกเธอพบเจอคนที่ถูกใจ นัยน์ตาของพวกเธอก็จะกลมโต สวยงาม เหมือนสาวใสไร้เดียงสาได้แบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องเสี่ยงไปใช้น้ำสกัดจากลูกเบลลาดอนน่า (Belladonna) ซึ่งเป็นพืชจำพวกมะเขือพวงและมีพิษ มาหยอดตาเพื่อทำการขยายรูม่านตาอย่างที่นิยมทำกัน

สัญญาณอื่นๆ ที่บ่งบอกให้รู้ถึงรัก ได้แก่ การเลียนแบบ เมื่ออยู่ในโลกแห่งรักของสองเรา คนสองคนนี้ก็จะลอกเลียนแบบทุกสิ่งทุกอย่างจากกันโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการเดิน นั่ง พูด บุคลิกท่าทางต่างๆ นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ปรากฏการณ์กระจกเงา การที่คู่รักทำอะไรที่เหมือนกัน แสดงว่าทั้งคู่เปิดใจให้กัน พร้อมที่จะยอมรับซึ่งกันและกัน นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี แต่ถึงกระนั้น ปรากฏการณ์กระจกเงาอาจเป็นอันตรายได้ เพราะมันเกิดขึ้นในกลุ่มของเพื่อนสนิทด้วยเช่นกัน ผู้ที่กำลังแอบรักเขาต้องระวังให้มาก เพราะหากตีความไม่ดีแล้ว อาจจะสับสนระหว่างสัญญาณของความรักกับมิตรภาพได้

มีบางทฤษฎีบอกว่า มนุษย์เราชอบความท้าทาย ยิ่งยากยิ่งอยากพิชิต เหมือนยอดเขาเอฟเวอเรสต์ที่มีคนแวะเวียนไปท้าทายปีนป่ายไม่เคยขาด นักวิทยาศาสตร์ทำการทดสอบเพื่อยืนยันสมมติฐานนี้ (อีกแล้ว) โดยได้ใช้คอมพิวเตอร์หาคู่ (Computer dating experiment) ทดสอบกับผู้หญิงสามคน คนแรก หญิงเอ สาวนักทดลอง อยากจะเดทซะกับทุกคนที่คอมพิวเตอร์สุ่มเลือกมาให้ คนที่สอง หญิงบี ผู้ไร้ความรู้สึก ไม่ยินดียินร้ายกับชายที่คอมพิวเตอร์จัดให้เลยสักคน คนสุดท้าย หญิงซี สาวช่างเลือก ที่กัดฟันเลือกชายผู้โชคดีมาได้หนึ่งคนจากทั้งหมดที่คอมพิวเตอร์จัดให้ จากนั้นถามความเห็นผู้ชายทั้งหมดที่เป็นตัวเลือกในคอมพิวเตอร์ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สาวขี้เลือกเบอร์สามกับสามจอมหยิ่งเบอร์สองเนี่ย โดนใจที่สุด

เรื่องการผจญภัยก็สำคัญไม่น้อย มีหลายคนบอกว่า ถ้าคนเราผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบาก สยดสยอง โหดร้าย ทารุณมาด้วยกัน จะยิ่งทำให้เข้าใจกันดีขึ้น นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าจริง แต่ทว่าคนมักจะเข้าใจผิดไปเองว่าความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นหลังผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตนั้นเป็นความรัก ถ้าการออกเดทที่สวนสนุก (โดยมีข้อแม้ว่าต้องเล่นเครื่องเล่นผาดโผนหวาดเสียวด้วยกัน) จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แนบแน่นขึ้นแล้วนั้น การจับคู่กระโดดบันจี้จัมพ์ด้วยกันน่าจะทำให้ความสัมพันธ์ยิ่งแน่นแนบไปถึงขั้นเป็นคู่แท้ตลอดกาลเลยทีเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้นคนจะอยู่ด้วยกันได้ ก็ย่อมจะต้องมีอะไรที่คล้ายกันบ้าง คนที่มีระดับความกล้าบ้าบิ่นและชอบอะไรที่สยองๆพอๆกัน ก็เหมาะแล้วที่จะเป็นคู่รักคู่ทรโหด

รักเพราะอะไร

เมื่อคบหากันไปสักระยะ หลายคนเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ฉันประทับใจเขา/เธอคนนี้ที่ตรงไหน รูปลักษณ์ภายนอกเป็นสิ่งแรกที่ทำให้ชาย/หญิงเกิดอาการสะดุดรัก ในขณะที่ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้เราเกิดอาการดังกล่าวได้ โดยชายและหญิงก็จะมีกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกันอยู่ในใจ บางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองช่างเลือกขนาดไหน

ความไม่สมดุลเป็นสัญญาณที่แสดงถึงความบกพร่องของยีน ดังนั้นผู้ชายส่วนมากจึงมองผู้หญิงที่รูปลักษณ์ภายนอก เพื่อยืนยันว่าผู้ชายให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก จึงมีคนคิดสูตรคำนวณหาสัดส่วนของผู้หญิงในอุดมคติออกมา โดยยกให้รูปทรงของนาฬิกาทรายที่มีเอวคอดกิ่วเป็นต้นแบบ สูตรคำนวณมีว่า ขนาดรอบเอว ¸ รอบสะโพก ต้องเท่ากับ 0.7 ถ้าได้ค่าประมาณนี้ หญิงผู้นั้นถือว่ามีสัดส่วนที่ได้รับการยอมรับอย่างท่วมท้นจากชายทั้งโลก มีการยืนยันทฤษฏีหุ่นนาฬิกาทรายนี้โดยนำค่าสัดส่วนของผู้ชนะการประกวดมิสอเมริกาแต่ละปีมาคิดและพบว่าได้ 0.7 เกือบทุกคน หลายคนเชื่อว่าหญิงที่มีหุ่นนาฬิกาทรายจะมีคุณสมบัติที่ดีที่เหมาะแก่การสืบพันธุ์ด้วย ในขณะที่ผู้ชายมุ่งมั่นเสาะหาหญิงในฝันจากเปลือกนอก ผู้หญิงเองกลับไม่ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย พวกเธอกลับมองที่ความสามารถในด้านต่างๆ และภาวะผู้นำที่มีอยู่ในตัวของผู้ชายมากกว่า

จุดร่วมของความเหมือนก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้คนพยายามมองหาในตัวของคู่รัก เราเคยได้ยินกันบ่อยๆ ว่า คนเป็นเนื้อคู่กัน จะหน้าเหมือนกัน คำพูดนี้มีความเป็นไปได้ นักวิทยาศาสตร์บอกว่าคนเราจะให้ความสนใจคนที่ดูคล้ายตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หน้าตา หรือบุคลิกภาพ และแม้จะไม่มีความใกล้เคียงในสิ่งที่กล่าวมานี้อยู่เลย ก็อย่าเพิ่งหมดหวังว่าเขา/เธอนั้นจะไม่ใช่คู่แท้ของเรา เพื่อช่วยให้คู่รักที่เกือบหมดหวังกลับมามีกำลังใจอีกครั้ง นักวิทยาศาสตร์จึงเสนอจุดสังเกตของความเป็นคู่แท้เพิ่มเติมอีกห้าหกอย่าง ได้แก่ ความยาวของนิ้วกลาง ขนาดของใบหู ความยาวของติ่งหู ขนาดรอบคอและรอบข้อมือ ปริมาตรของปอด และอัตราการเผาผลาญสารอาหาร ซึ่งถ้าจะมาเสียเวลานั่งหาว่าสิ่งนี้เธอมีเหมือนฉัน สิ่งนั้นของฉันเหมือนเธอแล้ว คู่รักควรจะเอาเวลาไปดูแลซึ่งกันและกันเพื่อรักษาความสัมพันธ์ให้ยาวนานจะดีกว่า

กว่าจะรู้ใจกันต้องใช้เวลา ในการพบเจอกันของคนแปลกหน้าสองคน ซึ่งไม่มีแม้เวลาจะให้ทำความรู้จักกัน “หน้าตา” จึงเป็นสิ่งแรกที่ถูกใช้นำมาตัดสินตัวบุคคล เดวิด เพอร์เรตต์ นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ ในสก๊อตแลนด์ ทำการศึกษาเพื่อที่จะรู้ให้ได้ว่า ต้องมีหน้าตาอย่างไรจึงจะสะกิดใจคน เดวิดได้นำภาพใบหน้าของนักศึกษาที่เข้าทำการทดลองมาทำให้เป็นเพศตรงข้าม แล้วเอาไปปนกับรูปอื่นๆ ก่อนจะให้กลุ่มนักศึกษาเหล่านั้นเลือก พวกเขาส่วนใหญ่เลือกรูปของตัวเองโดยที่ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าหลงรักตัวเองเข้าให้แล้ว เดวิดอธิบายเรื่องนี้ว่า ส่วนหนึ่งอาจมาจากความทรงจำในวัยเด็กที่เห็นภาพใบหน้าเดิมๆ ของบุคคลสองคน คือพ่อและแม่ ซ้ำไปซ้ำมาเป็นประจำทุกวัน จนเกิดเป็นความฝังใจ

การจะรัก จะเลือกใครสักคนมาเป็นคู่ หลายคนยังยืนยันว่าเรื่องของเหตุผลสำคัญน้อยกว่าจิตใจ แม้เขา/เธอจะรวย เก่ง ดูดี มีตระกูล แต่ถ้าอารมณ์มันไม่ได้ มันก็ไม่ใช่ ในโลกสีชมพูของความรัก นักวิทยาศาสตร์กลับทำลายความโรแมนติกแบบสามัญชนเสียหมดสิ้นด้วยทฤษฎีรักที่โรแมนติกกว่า คือ รักนางให้ดูที่ยีน การเลือกคู่ครองคือการเลือกบุคคลที่มียีนดีเลิศ ดีกว่า หรือ(อย่างน้อย)ดีเท่ากับเรา มาเพื่อร่วมกันผลิตทารกรุ่นใหม่ที่แข็งแรง ฉลาด หน้าตาดี ไม่มีโรค

ยามแรกรัก น้ำต้มผักก็ว่าหวาน แล้วความรักของเราล่ะ จะยาวนานไปถึงเมื่อไหร่? คำถามนี้ตอบยาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ พอให้นักวิทยาศาสตร์เอามาอ้างอิงประกอบวิชาหลักการเลือกคู่ขั้นสูงได้ โดยหลักการมีว่า ความน่าจะเป็นของการหย่าร้างสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม เพราะฉะนั้นให้ทำความรู้จักตัวเขา/เธอ และต้นตระกูลของเขา/เธอให้ดีก่อนตัดสินใจ ส่วนผู้ที่คิดจะรักฝาแฝด โปรดจำไว้ว่าชีวิตของฝาแฝดนั้นเป็นแบบแปรผันตรง ไม่ว่าคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตคู่มากน้อยแค่ไหน ชีวิตของอีกคนก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันเสมอ อย่างไรก็ตาม รักยืนยงของแต่ละคู่นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภูมิหลังของการพบรัก การยอมรับและปรับตัวเข้าหากัน หรือความคาดหวังในตัวของแต่ละคน เป็นต้น

เป็นไปได้เพราะรัก

เศร้า เหงา ..เพราะรัก อาการนี้อธิบายได้ด้วยผลการศึกษาจากประเทศอิตาลีที่ระบุว่า คนที่กำลังมีความรักมักจะเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Disorder – OCD) อาการคือ สติไม่อยู่กะร่องกะรอย คอยแต่กังวลว่าปิดประตู ปิดหน้าต่างแล้วหรือยัง ชักโครกหรือเปล่า หรือชอบล้างมือบ่อยๆ เพราะคิดว่าไม่สะอาด อะไรทำนองนี้ โรคย้ำคิดย้ำทำมีความสัมพันธ์กับระดับของเซโรโทนิน (Serotonin) แบบปฏิภาคผกผัน ยิ่งเซโรโทนินต่ำ ความเศร้า เหงา โกรธก็จะยิ่งมาก เรื่องนี้ไม่ได้พูดกันลอยๆ มีการวัดระดับเซโรโทนินในกลุ่มทดลองซึ่งเป็นนักศึกษาที่กำลังมีความรัก พบว่าระดับเซโรโทนินในร่างกายของพวกเขาลดลงถึงร้อยละ 40 จากปกติ อย่างไรก็ตาม ผล(เสีย)จากการตกหลุมรักนี้ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี (โดยที่นักศึกษาเหล่านี้ยังรักษาความสัมพันธ์ฉันท์คนรักเอาไว้ได้) ระดับเซโรโทนินของพวกเขากลับคืนมาสู่ระดับปกติ ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง เพราะหากระดับเซโรโทนินยังต่ำอยู่ โอกาสที่พวกเขาจะเกรี้ยวกราดอาละวาดยิ่งสูง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชาย ระดับความต้องการมีเพศสัมพันธ์ก็จะมีมากขึ้นด้วยเช่นกัน

แอนเดรียส บาร์เทลส์ และเซเมียร์ เซกี แห่ง University College London ใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า Functional Magnetic Resonance Imaging (fMRI) แสกนและถ่ายรูปสมอง เพื่อศึกษาการทำงานของสมองของผู้ที่กำลังมีความรัก โดยให้ผู้เข้าทำการทดลองทั้งหมดดูรูปของคนรักที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งและคนที่รู้สึกชอบพอกันฉันท์เพื่อน ทั้งสองคนพบว่าพื้นที่สี่ส่วนของสมองมีการทำงาน และมีเพียงหนึ่งจุดที่ไม่ทำงาน โดยหนึ่งในบริเวณที่สมองทำงานได้แก่บริเวณที่จะมีบทบาทเมื่อเวลาเราเกิดความรู้สึกประหลาดที่ยากจะเข้าใจ และอธิบายไม่ได้ด้วยเหตุผล หรือที่เรียกว่า Gut feelings และอีกส่วนคือจุดที่จะตอบสนองเวลาร่างกายได้รับสารที่มีฤทธิ์กล่อมประสาท ที่ทำให้รู้สึกสบาย สนุกสนาน เหมือนคนเสพกัญชา ส่วนบริเวณที่ไม่ตอบสนองเลยคือสมองส่วนที่เรียกว่า Prefrontal cortex ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมปฏิกริยาสนองตอบร่างกายเวลาที่จิตใจถูกกระตุ้น ในผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ก็พบว่าสมองส่วนนี้จะไม่ทำงานเช่นกัน ด้วยเหตุจากการทดลองดังกล่าว คนบางกลุ่มจึงได้ให้นิยามของ “รัก” ว่าเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่ง เมื่อเสพแล้วทำให้สดชื่นรื่นรมย์ เคลิบเคลิ้มเป็นสุข ตื่นตัว มีพละกำลัง การเสพต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จะส่งผลข้างเคียงที่รุนแรงพอตัว ทำให้เกิดอาการประสาทหลอน ชอบฟังเพลงรัก ไม่กินอาหาร ไม่หลับไม่นอน และมีความแปรปรวนทางอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ความรุนแรงของอาการที่เกิดจากรัก จะมีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปริมาณที่เข้าตรงสู่สมอง โดยอาจจะออกฤทธิ์อยู่ได้นานตั้งแต่ 1 วันจนถึงชั่วชีวิต

ใครที่เกิดมาคู่กับฉัน

นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าฟีโรโมน (Pheromones) จากตัวเรา เป็นกุญแจสำคัญในการคัดสรรคนที่คู่ควรมาเป็นคู่ชีวิต ในเผ่าพันธุ์สัตว์ฟันแทะ (Rodent) ซึ่งมีอวัยวะสำคัญในจมูกที่เรียกว่า Vomeronasal organ หรือ VNO ฟีโรโมนจากปัสสาวะจะมีความสำคัญมาก เพราะมันเป็นสิ่งที่ชี้นำการใช้ชีวิตในกลุ่มสังคมของพวกมัน เมื่อมันพบปะกับตัวอื่นๆ มันก็สามารถรู้เพศของตัวนั้นๆ ได้ทันที และจะนำมาซึ่งการจับคู่ในลำดับต่อไป สัตว์ฟันแทะจะมีฟีโรโมนที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เมื่อถึงเวลาเลือกคู่ มันจะหลีกเลี่ยงคู่ที่มีกลิ่นฟีโรโมนใกล้เคียงกับมัน เพราะต้องการให้ลูกๆ ที่เกิดมาแข็งแร